“ผ้าไทย” พลังเสน่ห์มรดกทางภูมิปัญญาที่ขับเคลื่อนภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลก
เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จมาทรงเป็นองค์ปาฐกในงานเสวนาวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม พร้อมทรงบรรยายในหัวข้อ “วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย” ประกอบการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ และเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษทั้ง ๓ แบบ ภายใต้โครงการส่งเสริมและเผยแพร่ชุดไทย : มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๙ - ๑๐ เมษายน ๒๕๖๙ ณ โรงแรม Des Indes กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการนำ “ผ้าไทย” และ “ชุดไทยพระราชนิยม” ออกสู่สายตานานาชาติในฐานะ Soft Power ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งมิได้เป็นเพียงการจัดแสดงเชิงวัฒนธรรม หากแต่เป็นการ “เล่าเรื่องประเทศไทย” ผ่านงานออกแบบร่วมสมัยที่มีรากฐานจากภูมิปัญญาดั้งเดิม
ภายในงานยังมีการสาธิตงานหัตถศิลป์ไทย อาทิ งานจักสานย่านลิเภา และงานปักดิ้นเงินดิ้นทอง จากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) รวมถึงนิทรรศการจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะ “งานศิลป์ที่มีชีวิต” สะท้อนความงามเชิงโครงสร้าง มิใช่เพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดได้อย่างไม่สิ้นสุด
รากฐานสำคัญของการพัฒนา “ผ้าไทย” และ “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่เวทีโลก สืบเนื่องจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และยกระดับมรดกเครื่องแต่งกายไทยให้เป็นสัญลักษณ์ของชาติในระดับสากล ด้วยพระวิสัยทัศน์อันลึกซึ้ง พระองค์ทรงวางรากฐานให้ “ชุดไทยพระราชนิยม” กลายเป็นมาตรฐานการแต่งกายที่งดงาม สง่างาม และสอดคล้องกับบริบทสมัยใหม่
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “ชุดไทยพระราชนิยม” ได้ทำหน้าที่เป็น “สื่อทางวัฒนธรรม” ที่ทรงพลัง ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก โดยเฉพาะในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ซึ่งได้สร้างความประทับใจและการยอมรับในระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดการต่อยอดในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลก อาทิ ความร่วมมือกับ Pierre Balmain ที่นำผ้าไหมไทยสู่เวทีโอต์กูตูร์
ในบริบทปัจจุบัน “ผ้าไทย” เป็นหนึ่งในเสน่ห์ไทยที่สามารถเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประสบการณ์ได้ ตั้งแต่ต้นทางของการผลิตในชุมชน ไปจนถึงการสวมใส่ที่สะท้อนตัวตนและเรื่องราวของวัฒนธรรมไทย
ไม่ว่าจะเป็น
- การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ผ่านเส้นทางผ้าและชุมชนหัตถกรรม
- การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และลงมือทำ
- การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) ที่เน้นความหมาย ประสบการณ์ และความยั่งยืน
ยิ่งไปกว่านั้น การผลักดัน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เข้าสู่การพิจารณาขององค์การยูเนสโก เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี ๒๕๖๙ ยิ่งสะท้อนถึงศักยภาพของผ้าไทยในฐานะ “ทุนทางวัฒนธรรมระดับโลก” ที่สามารถสร้างทั้งคุณค่าทางจิตใจและมูลค่าทางเศรษฐกิจ
การนำเสนอผ้าไทยในฐานะ Soft Power จึงเป็นมากกว่าการอนุรักษ์ หากแต่เป็นการสร้าง “ภาพลักษณ์ประเทศไทย” ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เปี่ยมด้วยเรื่องราว ความลึกซึ้ง และความงดงามอย่างยั่งยืน
Credit : ข้อมูลและภาพประกอบจากกระทรวงวัฒนธรรม
ภาพข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวล่าสุด